การพัฒนาเพิ่มความทันสมัยในรถยนต์จากสมัยก่อนจนถึงสมัยใหม่

        ในสมัยก่อนรถยนต์จะมีแค่เครื่องยนต์ธรรมดาและฟังชั่นในรถแทบไม่มีเลย เพราะก่อนเทคโนโลยียังเข้าไม่ถึงจึงเป็นเหตุให้ยุคก่อนไม่ค่อยมีระบบไฟฟ้าสักเท่าไหร่ จะมีแต่ระบบปกติไว้ใช้งานเพราะสมัยก่อนแค่บ้านไหนมีรถขับ ก็ยังเป็นเหตุให้เราได้พบกับเทคโนโลยีให้ใหม่ๆซึ่งทันสมัยขึ้นมากว่าเดิม โดยที่สมัยก่อนก็ยังไม่ได้มีการพัฒนาอะไรมากมาย ถึงยุคก่อนยังไม่ค่อยได้มีเทคโนโลยีเข้าถึง สามารถเห็นได้ว่ารถยนต์จนสมัยนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก อย่างที่เห็นได้ชัดซึ่งก็จะเห็นได้ว่าในสมัยนี้มีราคาที่สูงกว่าแต่เยอะด้วย

โดยเทคโนโลยีในตอนนี้ได้เปลี่ยนแปลงเยอะขึ้นกว่าเดิม ซึ่งยังได้มีการพัฒนาระบบขับเคลื่อนให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยเห็นได้ว่าฟังชั่นในรถยนต์ได้มีเพิ่มเข้าไปอย่างมาก และระบบปฏิบัติการได้มีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ  โดยจะเพิ่มระบบทันสมัยต่อมาไม่มีวันหยุดพัฒนา เพราะพัฒนาระบบได้ดีขึ้นและได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ระบบของสมัยก่อนใช้เชื้อเพลิงอย่างเดียว ไม่มีทางใช้ระบบไฟฟ้าเพราะว่าเรายังไม่มีเทคโนโลยีทันเกิดขึ้นมา เราจะเห็นได้ว่ารถนี้มีพัฒนาขึ้นมาเป็นระบบไฟฟ้ากันมากขึ้น ซึ่งมีเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นอยู่เสมอ ได้รับเทคโนโลยีช่วยประหยัดน้ำมันยังรักสิ่งแวดล้อมเข้าไปอีกด้วย ถือว่าได้รับการพัฒนาอย่างมากในการขับขี่ของผู้ขับขี่นั่นเอง ซึ่งได้มีเปลี่ยนแปลงระบบอย่างเห็นได้ชัด

โดยจะได้สัมผัสประสิทธิภาพของรทั้งสองกัน ซึ่งจะได้เห็นความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เห็นว่าระบบของเรานั่นได้ไปอยู่ยุคหน้านี้ รถของจะดูเป็นสิ่งหรูหราซึ่งราคาแพงยิบเลยก็ว่าได้ จะได้รับรู้ว่าเทคโนโลยีได้พัฒนาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดมากขึ้น ความแตกต่างของใครๆก็ต้องเห็นว่ามันทั้งใหม่สมัยขึ้นมาจากเดิมเยอะมาก ทั้งระบบไฟฟ้าทั้งระบบเชื้อเพลิงได้สัมผัสของรถยุคนี้ ความแตกต่างที่ได้เจอกับฟังชั่นต่างๆและลูกเล่นของรถยนต์คนนี้ ถ้าคุณนำยุคสมัยก่อนมาเทียบกับปัจจุบัน คุณก็จะรู้ว่ารถยนต์ได้มีการพัฒนาขึ้นจากเดิมมาก โดยยังสามารถทันในต่างประเทศอีกด้วย ถึงไม่พัฒนามากก็เถอะแต่ก็ถือว่าได้พัฒนาขึ้นมาเยอะมากๆแล้วจากแต่ก่อนอย่างดีขึ้น โดยระบบได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจนขึ้นมาเรื่อย ไม่ได้หยุดพัฒนากันเลยจึงมองได้ชัดว่าไม่ได้ปล่อยปละละเลยต่อพัฒนาระบบอยู่เสมอ

รูปแบบของการปกครองของราชอาณาจักรสุโขทัยก่อนจะมาเป็นไทย

king-ramkhamhaeng

สยาม คือชื่อเรียกก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นประเทศไทยในปัจจุบัน  แต่กว่าจะได้ชื่อประเทศไทยนั้น เพื่อนๆ รู้ไหมว่าเราต้องผ่านระบบของการปกครองมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง  จนประเทศไทยในปัจจุบันนี้สามารถรวบรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่น และมีความแข็งแกร่งในการรักษาประเทศจนรอดพ้นจากการล่าอาณานิคมจากนานาประเทศจากทางฝั่งตะวันตก วันนี้เราจะมาดูลำดับการปกครองตั้งแต่ราชอาณาจักรสุโขทัย ก่อนปี พ.ศ.1761 ซึ่งคือยุคก่อนเริ่มประวัติศาสตร์สยาม

1.ยุคก่อนราชอาณาจักรสุโขทัย ( พ.ศ. 1761) ช่วงนี้อำนาจของอาณาจักรเขมรรุ่งเรืองมากในดินแดนสุวรรณภูมิ โดยมีศูนย์กลางอำนาจทางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่เมืองลพบุรี (ละโว้) เขมรตอนนั้นมีการปกครองแบบราชาธิปไตยโดยที่องค์กษัตริย์จะส่งขุนนางมาปกครองเมืองบริวารต่างๆ โดยเมืองบริวารจะต้องทำการส่งส่วยเป็นบรรณาการให้แก่เมืองหลวง โดยมี บางแคว้นเป็นอิสระ และมีอำนาจปกครองตัวเองแบบนครรัฐ

2 ยุคอาณาจักรสุโขทัยตอนต้น (พ.ศ. 1761-1921) การปกครองในยุคนี้มีการวางรากฐานแบบการปกครองครัวเรือน จุดเริ่มต้นเริ่มที่ พ่อขุน คือผู้ปกครองประเทศ หรือผู้ปกครองทุกเมืองนั่นเอง แม้ว่าอำนาจสูงสุดและเดขาดจะรวมอยู่ที่พ่อขุนเพียงคนเดียว แต่ด้วยการจำลองลักษณะครอบครัวมาใช้ในการปกครอง ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชมีการแบ่งหัวเมืองเป็น 3 ชั้นคือ

-หัวเมืองชั้นใน  ได้แก่ เมืองหน้าด่านหรือเมืองลูกหลวง ล้อมรอบราชธานี ทั้ง 4 ด้าน

-หัวเมืองชั้นนอก ได้แก่ เมืองท้าวพระยามหานคร ที่มีผู้ดูแลโดยตรงแต่ขึ้นอยู่กับสุโขทัย

-เมืองประเทศราช  ได้แก่เมืองที่เป็นชาวต่างชาติ มีกษัตริย์ปกครองขึ้นกับสุโขทัย

-ยุคอาณาจักรสุโขทัยตอนปลาย (พ.ศ. 1921-1981) ในสมัยของพระมหาธรรมราชาที่ 2 (พระยาลือไท) ของอาณาจักรสุโขทัย ได้ทรงยอมอยู่ใต้อำนาจการปกครองของอาณาจักรอยุธยา จนอาณาจักรสุโขทัยนั้นต้องโดนแบ่ง เป็น 2 ส่วนคือ

-บริเวณลุ่มแม่น้ำยม แม่น้ำน่าน ให้มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองพิษณุโลก (สองแคว) โดยให้กษัตริย์ของสุโขทัยปกครองต่อไป และอยู่ภายในอำนาจของอยุธยาในฐานะประเทศราช

-บริเวณลุ่มแม่น้ำปิง โดยให้มีศูนย์กลางที่เมืองกำแพงเพชร (ชากังราว) และต้องขึ้นตรงต่ออยุธยา ในขณะเดียวกันอยุธยาก็พยายามรวมอาณาจักรสุโขทัยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอยุธยา จนประสบความสำเร็จในสมัยพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ถือว่าเป็นการสิ้นสุดของยุคสุโขทัย

พัฒนาการของเครื่องดื่มโค้กจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

coca-cola

Coca-Cola หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า “โค้ก” เครื่องดื่มสีดำมีฟอง ที่อยู่คู่กับคนไทยมานาน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และหนึ่งในความ “คลาสสิค” ของโค้กก็คือ “ขวดแก้ว” ที่มีการปรับเปลี่ยนรูปทรงในแต่ละช่วงปีอยู่เสมอ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1899 จนถึงปี 2016 โค้กเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน  เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงต้องเคยกินน้ำอัดลมชนิดนี้มาแล้วไม่มากก็น้อย เพราะว่าเมื่อมองไปทางไหนตามร้านอาหารหรือร้านขายของก็มักจะเจอเจ้าเครื่องดื่มสุดฮิตนี่ที่จะอยู่คลายร้อนให้กับเพื่อนๆ หรือกินหลังอาหารก็ได้เช่นกัน

ในปี ค.ศ. 1899 ขวดโค้กแบบแรก ออกมาในรูปแบบขวดแก้วธรรมดา แต่ฝาขวดนั้นจะมีความแปลกตาจากขวดในปัจจุบัน ในตลาดรับซื้อของเก่า ขวดเปล่าของโค้กนั้นถือว่ามีราคาสูงมาก

ในปี ค.ศ. 1906 โค้กได้เริ่มวางจำหน่ายครบทุกรัฐ ในประเทศสหรัฐอเมริกา รูปแบบเด่นก็คือมาพร้อมกับป้ายทรงเพชร เพื่อให้บริโภคจดจำได้ง่าย และทรงนี้ถือว่าได้รับความนิยมในสมัยนั้น

ในปี ค.ศ.1923 โค้กได้รับความนิยมมากขึ้นจากผู้คนทั่วสหรัฐ ทางบริษัทจึงได้ผลิตแพ็ค 6 ขวด เพื่อง่ายต่อการพกไปยังสถานที่ต่างๆ และเป็นครั้งแรกที่มีการจดสิทธิบัตร ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาล Christmas จึงเป็นที่มาของ “Christmas Bottle”

ในปี ค.ศ.1950 เป็นปีแรกที่บริษัทจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับรูปทรงของขวด พร้อมสัญลักษณ์ เพราะพบว่า ชาวอเมริกันนั้นจำรูปลักษณ์ของขวดโค้กไม่ได้  ที่สำคัญในปีนี้ โค้กได้ขึ้นหน้าปกนิตยสารระดับโลกอย่างไทม์ ในปีนั้นอีกด้วย

ในปี ค.ศ.1955-1960 ช่วง 5 ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงมากมายทั้ง เพิ่มจากขนาดมาตรฐาน 6.5 ออนซ์ เป็น 10, 12 และ 26 ออนซ์ เพื่อเพิ่มตัวเลือกให้ผู้บริโภค พิมพ์โลโก้โค้กเป็นสีขาว และมีการวางจำหน่ายในรูปแบบของกระป๋องอีกด้วย นับว่าเป็นเจ้าแรกเลยที่มีน้ำอัดลมแบบกระป๋องขาย สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้คนอย่างมาก

ในปี ค.ศ. 1993 – ปัจจุบัน ช่วงนี้โค้กได้เริ่มผลิตขวดที่สามารถ นำไปรีไซเคิลได้ และมีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงของขวดเพิ่มเล็กน้อย และในปี 2008 โค้กได้รับรางวัล Design Grand Prix ในงาน Cannes ที่จัดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส โดย คอนเซปต์ของขวดนี้คือ “ความสดชื่น” ที่เหมือนกับภาพลักษณ์ของโค้ก และผู้ดื่มโค้กทั่วโลก จนถึงในปี 2015 โค้กได้ทำขวดแบบใหม่เพื่อฉลองครอบรอบ 100 ปี โดยมีคอนเซปต์ว่า “Together”